Mobile
ค้นหา:
     บทความ   รถเข็น   
   สถิติของเวบไซต์
 
เปิดเวบเมื่อ 17/11/2548
ปรับปรุงเวบเมื่อ 19/08/2560
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 100
   หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (100)
 ฟอสซิลสัตว์น้ำ
 ฟอสซิลสัตว์บก
 ฟอสซิลแมลง
 ฟอสซิลพืช
 ฟอสซิลฟัน-เล็บ
 กระดูกไดโนเสาร์
 หินและแร่
 หุ่นยนต์ไดโนเสาร์ Pleo-rb.
 TF. Gifts
 TF. หนังสือ
 TF. DVDs
 TF. เครื่องมืออุปกรณ์
 TF. นาฬิกา Fossil
 TF. สินค้าโปรดของร้าน


have some question call me Skype
Skype Me™!

eXTReMe digital Tracking

eXTReMe Tracker
Google Pagerank Button Powered by MyPagerank.Net Add to Google
   จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

   เว็บลิงค์
Thaifossil On TV
Thai Fossil Letter To Investment Guys
ฟังเสียงไดโนเสาร์ 75 ล้านปี
ไทยฟอสซิล FAQ
กรมทรัพยากรธรณี
สิ่งแวดล้อม
Discovery
Lesa Project
Fossil Creek Park
School Assemblies
Mineraltown
The Virtual Fossil Museum
NGC. Asia
Fossil News
Do you believe that Aliens
Rock & Mineral
Meteorite Way
   Ẻͺ͹Ź
คุณมองซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลไปในทางใด?
วิทยาศาสตร์ความรู้
ไสยศาสตร์ความเชื่อ



 :149: เรียนผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน สำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือต่ำกว่าอายุ 18 ปี โปรดให้ผู้ปกครอบรับทราบก่อนการซื้อด้วยครับ (Siriphong P. / Thai Fossil)
บทความ
ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย P.2 (อ่าน 36292/ตอบ 0)

๓. ยุคหินใหม่ (Neolithic)
เมื่อยุคน้ำแข็งสุดท้ายสิ้นสุดลง สภาพแวดล้อมค่อยๆเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคปัจจุบัน วิถีชีวิตบนลักษณะทางเศรษฐกิจแบบใหม่ที่มนุษย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นของยุคหินใหม่ ซึ่งในแต่ละบริเวณเริ่มต้นไม่พร้อมกัน แต่สามารถกล่าวโดยเฉลี่ยได้ว่าเริ่มต้นเมื่อประมาณ ๔,๕๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว จนถึงประมาณ ๒,๕๐๐ - ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว จึงสิ้นสุดยุคหินใหม่ ซึ่งก็ไม่พร้อมกันเช่นเดียวกับจุดเริ่มต้น
ยุคหินใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมดจากการล่าสัตว์ ที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่บนที่สูง อพยพตามฝูงสัตว์ มนุษย์ได้อพยพลงจากที่สูงมาสู่ที่ราบ ปลูกสร้างบ้านเรือนถาวรอยู่กันเป็นหมู่บ้าน เริ่มลักษณะเศรษฐกิจใหม่ คือการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์(Cultivation and domestication) เริ่มรู้จักการทำเครื่องจักรสาน ทำภาชนะดินเผาขึ้นใช้ รู้จักการทอผ้า ลักษณะของเครื่องมือเครื่องใช้ก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเครื่องมือหินกะเทาะไปสู่เครื่องมือหินขัด สันนิษฐานว่าคนในยุคหินใหม่ มีการแบ่งงานกันทำ และมีการติดต่อกันระหว่างชุมชนซึ่งอาจเป็นการแลกเปลี่ยน หรือการติดต่อทางวัฒนธรรม เป็นต้น
พืชและสัตว์ในยุคหินใหม่ ยุคหินใหม่จัดว่าเป็นสมัยของการเริ่มสังคมกสิกรรม จึงจำเป็นที่คนยุคหินใหม่จะต้องเกี่ยวข้องกับพืชพรรณต่างๆ หลายชนิด พืชที่สำคัญที่สุดก็ได้แก่ ข้าวจ้าว(Oriza sativa) ซึ่งยอมรับกันว่าปลูกขึ้นในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในโลก (ที่โนนนกทา อายุประมาณ ๔,๕๐๐ ปีมาแล้ว ) นอกจากนี้ยังอาจปลูกพืชอื่นๆ เช่น ถั่ว ฟักทอง พริก บวบหรือแฟง ฯลฯ ซึ่งพืชส่วนใหญ่ ในยุคหินใหม่จะคล้ายหรือเป็นแบบเดียวกันกับพืชที่พบเห็นในปัจจุบัน
ส่วนสัตว์ก็เช่นเดียวกับคนยุคหินใหม่ ได้เริ่มทำการเลี้ยงสัตว์กันอย่างจริงจัง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงล่าสัตว์อยู่ สัตว์ในสมัยนี้ก็คล้ายคลึงกันกับในปัจจุบัน เช่น หมู วัว เก้งหรือฟาง กระต่ายป่า ตะกวด กวาง เต่า แรด กระรอก หมา เป็นต้น นอกจากสัตว์ดังกล่าวนี้แล้ว พวกที่อาศัยอยู่ใกล้ฝั่งทะเล ได้นำทรัพยากรทางทะเลมาใช้ประโยชน์ด้วย(Marine adaptation) เช่น การจับปลา จับปู หาหอย ตลอดจนการจับตะพาบน้ำ มาเป็นอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะพบซากสัตว์ทะเลเหล่านี้หนาแน่นมากในแหล่งชายฝั่งทะเล
ยุคนี้เป็นยุคที่มีแหล่งโบราณคดีมากมายในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบคือเครื่องมือหินขัด ที่สำคัญคือขวานหินขัดซึ่งชาวบ้านบางแห่งเรียกว่าขวานฟ้าเชื่อกันเป็นขวานศักดิ์สิทธิ์ที่ตกลงมาจากฟ้าใช้รักษาโรคได้ บางแห่งเรียกว่าเสียมตุ่นเชื่อกันว่าเป็นเสียมที่ตุ่นใช้ขุดดิน ลักษณะของเครื่องมือหินขัดมีหลายรูปแบบตามหน้าที่ เช่น ขวาน ขวานถากหรือผึ่ง ขวานมีบ่า จักร สิ่ว ฯลฯ เครื่องมือทำจากกระดูกสัตว์ ได้แก่ ฉมวก สิ่ว เบ็ด ส่วนเครื่องจักสาน มักพบเป็นรอยพิมพ์ของเครื่องจักสานอยู่บนภาชนะ หรือในดิน
เครื่องประดับ พบที่ทำด้วยหิน เช่น กำไลหิน ลูกปัดหิน ที่เป็นกระดูก ได้แก่ กำไล ลูกปัด ปิ่น จี้ นอกจากนี้ยังพบที่ทำจากเปลือกหอย เช่น ลูกปัด จี้ เป็นต้น
เครื่องปั้นดินเผา นอกจากภาชนะดินเผา เช่น หม้อ ไห จาน ชาม และเครื่องใช้อื่น เช่น ตุ้มถ่วงแห แวดินเผา(ใช้ในการปั่นด้าย) หินดุ(ใช้ในการขึ้นรูปภาชนะดินเผา) ภาชนะดินเผานี้นอกจากันออกไปตามสถานที่ ตัวอย่างเช่นที่พบในจังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทย ยังพบว่าบางแหล่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พบในยุคหินใหม่ ของจีน
ภาชนะดินเผายุคหินใหม่ เป็นภาชนะเนื้อค่อนข้างหยาบในช่วงแรกจะขึ้นรูปด้วยมือ โดยอาจใช้หินดุช่วย ต่อมาจึงใช้แป้นหมุน ลวดลายที่ตกแต่งส่วนใหญ่จะเป็นลายเชือกทาบ รองลงมาจะเป็นเศษภาชนะผิวเรียบ นอกจากนี้ก็ตกแต่งด้วยลายขูด ลายขีด ลายจุดประ เป็นรูปทรงเรขาคณิต และเป็นรูปต่างๆ พบว่ามีการเคลือบน้ำโคลนเหลว และน้ำโคลนขันสมานรูซึมรั่วก่อนเผา การเผามักจะเป็นเตาแบบง่ายๆ คือ เตาเปิด(Open kilns) โดยใช้เชื้อเพลิงมาสุม จึงมักพบว่าภาชนะดินเผาในระยะเเรกๆ นี้มักสุกไม่ทั่ว นอกจากเศษภาชนะดินเผา และภาชนะดินแล้ว ยังพบเครื่องปั้นดินเผาอื่นๆ เช่น หินดุ(เครื่องมือขึ้นรูปภาชนะรูปร่างคล้ายเห็ด) กระสุนดินเผา(ใช้ยิงกับคันกระสุน) เบี้ยดินเผา(อาจใช้ในการละเล่น) แวดินเผา(ใช้ปั่นด้าย) ตุ้มถ่วงแห ตลอดจนเครื่องประดับต่างๆ ที่ทำขึ้นจากดินเผา
เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคแห่งการเกษตรกรรม พืชที่สำคัญที่มนุษย์ยุคนี้ปลูกก็คือ ข้าว นอกจากนี้ยังอาจปลูกพืชอื่นๆ เช่น ถั่ว ฟัก บวบ ฯลฯ ส่วนสัตว์เลี้ยงได้แก่ หมา หมู วัว ควาย ฯลฯ การล่าสัตว์ยังคงพบหลักฐานการล่า เก้ง กวาง กระต่าย แรด กระจง กระรอก เต่า ตะพาบ หอย ปู และปลาชนิดต่างๆ เป็นต้น
หลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่พบมากในแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่คือหลุมฝังศพ ซึ่งมักจะฝังศพในลักษณะนอนหงายเหยียดยาว ส่วนที่ฝังงอตัวหรือฝังในภาชนะดินเผามีพบไม่มากนัก ภายในหลุมฝังศพมีเครื่องเซ่น เช่น อาหาร ภาชนะดินเผา ขวานหินขัด ฯลฯ เครื่องประดับตกแต่งร่างศพ เช่น กำไล ลูกปัด จี้ ทำด้วยวัสดุต่างๆ ซึ่งการฝังศพนี้แสดงให้เห็นความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตและการตายของมนุษย์จนก่อเกิดประเพณีการฝังศพ นอกจากนี้แล้วบางครั้งพบว่ามีพิธีกรรมที่ทำกับศพ เช่น มัดศพ กรอฟันศพ เป็นต้น และทิศทางการฝังศพก็จะสะท้อนให้เห็นลักษณะความเชื่อ เช่น ฝังหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกอาจหมายถึงการเกิดใหม่เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ เป็นต้น จากการศึกษาโครงกระดูกมนุษย์พบว่าผู้ชายจะสูงระหว่าง ๑๖๐-๑๗๕ เซนติเมตร ส่วนผู้หญิงจะสูงระหว่าง ๑๔๕-๑๖๖ เซนติเมตร โรคภัยไข้เจ็บที่พบ ได้แก่ โรคโลหิตจาง โรคฟันผุ
สภาพชีวิตมนุษย์ในยุคหินใหม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่จากที่สูงมาอยู่บนที่ราบใกล้แหล่งน้ำ อยู่รวมเป็นกลุ่มเป็นหมู่บ้านบนเนิน ดำรงชีวิตลักษณะเศรษฐกิจใหม่ คือ การเกษตรกรรม เป็นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ รู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องจักสาน การทอผ้า เป็นต้น และพบว่ามีผลผลิตมากเกินกว่าที่จะบริโภค ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและการค้าขาย ส่วนการล่าสัตว์และการจับสัตว์น้ำยังคงมีอยู่
เนื่องจากมีการตั้งถิ่นฐานถาวร มีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นรวดเร็ว สังคมยุคหินใหม่จะซับซ้อนมากขึ้น มีความแตกต่างทางฐานะในสังคม มีการแบ่งงานกันทำ การทำงานเฉพาะด้าน และมีการติดต่อกันระหว่างชุมชน ซึ่งอาจเป็นการแลกเปลี่ยนหรือการติดต่อทางวัฒนธรรม
การเริ่มต้นของยุคหินใหม่ในแต่ละที่ไม่พร้อมกัน แต่สามารถกล่าวโดยเฉลี่ยได้ว่าเริ่มต้นเมื่อประมาณ ๔,๕๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว จนถึงประมาณ ๒,๕๐๐ - ๒,๐๐๐ ปีมาแล้วมนุษย์เริ่มรู้จักการนำโลหะมาทำเครื่องมือเครื่องใช้จึงสิ้นสุดยุคหินใหม่ซึ่งก็ไม่พร้อมกันในแต่ละพื้นที่เช่นเดียวกัน
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่พบอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในสภาพภูมิประเทศแตกต่างกันเนื่องจากปัจจัยในการตั้งถิ่นฐาน เช่น พื้นที่ทำการเกษตรกรรม แหล่งวัตถุดิบในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ แหล่งน้ำ เป็นต้น ดังนั้นแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่จึงมักพบ อยู่ตาม ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ดอน ที่ราบสูง ถ้ำ เพิงผา และชายฝั่งทะเลซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำจืด ตัวอย่างเช่น บ้านเก่าในเขตลุ่มแม่น้ำแควน้อย อำเภอเมืองฯ จังหวัดกาญจนบุรี ถ้ำพระ ตำบลไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โคกเจริญในเขตลุ่มแม่น้ำป่าสัก อำเภอไชยบาดาล จังหวัดลพบุรี ถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โคกพนมดีในเขตชายฝั่งทะเลเดิม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี บึงไผ่ดำในเขตชายฝั่งทะเลเดิม อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โนนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ฯลฯ

แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ที่บ้านเก่า
บ้านเก่าตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองฯ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลกแหล่งแรกของประเทศไทย จากการที่นายแวน ฮีกเกอเร็น นักโบราณคดีชาวเนเทอร์แลนด์ซึ่งเป็นเชลยศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะในบริเวณริมแม่น้ำแควน้อยที่บ้านเก่า ระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ จากนั้นจึงมีการสำรวจบริเวณนี้อีกหลายครั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา รัฐบาลไทยและรัฐบาลเดนมาร์กจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการสำรวจและขุดค้นอย่างเป็นระบบขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบครั้งแรกในประเทศไทย
จากการขุดค้นได้พบเครื่องมือหินขัด เครื่องปั้นดินเผา กระดูกสัตว์ เปลือกหอย และโครงกระดูกมนุษย์เป็นจำนวนมาก เครื่องมือหินขัดที่พบเป็น ขวานหินขัดที่มีลักษณะแบบผึ่งหรือขวานถาก สิ่วหินขัด หัวลูกศร ปลายหอก หินลับ หินบด และจักรหินหรือแผ่นหินทำเป็นรูปวงกลมเจาะรูตรงกลาง กระดูกสัตว์ เขาสัตว์ และเปลือกหอยพบทั้งที่เหลือจากการบริโภคและที่ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น หัวลูกศร ปลายหอก เบ็ด สิ่ว เข็ม และเครื่องประดับ
ภาชนะดินเผายุคหินใหม่ที่บ้านเก่าพบเป็นจำนวนมากและมีรูปแบบต่างๆกันเช่น หม้อ ชาม กระปุก พาน และที่สำคัญจนถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคหินใหม่ที่บ้านเก่าคือหม้อสามขา ภาชนะดินเผาเหล่านี้นอกจากจะพบเป็นเครื่องใช้แล้วยังพบอยู่ในหลุมฝังศพซึ่งอาจเป็นภาชนะใส่เครื่องเซ่นสำหรับผู้ตาย จากการเปรียบเทียบภาชนะดินเผาพบว่าคล้ายคลึงกันกับภาชนะดินเผาของวัฒนธรรมลุงชานในประเทศจีน นอกจากภาชนะดินเผาแล้วยังพบเครื่องปั้นดินเผาชนิดอื่นเช่น ลูกกระสุนดินเผา แวดินเผา เป็นต้น
โครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากขุดค้นพบที่บ้านเก่า มักถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว ตกแต่งศพด้วยเครื่องประดับเช่นลูกปัด กำไล มีความเชื่อในการกรอหรือถอนฟันของผู้ตายก่อนจะฝัง นอกจากนี้ยังมีการฝังเครื่องเซ่นเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ และอาจมีการฝังอาหารสำหรับผู้ตายด้วย
ยุคหินใหม่ที่บ้านเก่านี้มีอายุประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้วและมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนเข้าสู่ยุคโลหะ ข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับยุคหินใหม่ที่บ้านเก่า ปัจจุบันจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่าซึ่งสร้างขึ้นในบริเวณที่มีการดำเนินงานขุดค้น

๔. ยุคโลหะ
หลังจากที่มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องมือที่ทำขึ้นจากหิน กระดูก เปลือกหอย ตลอดจนเครื่องมือที่ทำขึ้นจากไม้มาเป็นระยะเวลานาน มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ไปอีกระดับคือการรู้จักถลุงเอาทองแดงมาใช้ประโยชน์ ต่อมาจึงได้นำเอาทองแดงมาผสมกับโลหะอื่นเป็นสำริด และในที่สุดจึงได้พัฒนามาสู่การถลุงเหล็ก ซึ่งช่วงเวลานี้เรียกกันว่า ยุคโลหะ (Metal age)
ยุคโลหะในประเทศไทยได้เริ่มต้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนที่สุด คือเริ่มในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศคงเป็นยุคหินอยู่ และจากการกำหนดอายุชั้นดินที่พบโลหะ ( สำริด ) ที่โนนนกทา จังหวัดขอนแก่น พบว่ามีอายุประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งอาจพิจารณาได้ว่ามีการทำสำริดในไทยก่อนการทำสำริดในราชวงศ์ชาง(Shang dynasty) ของจีนเกือบ ๑,๐๐๐ ปี และก่อนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ของอินเดีย จะเริ่มทำเครื่องสำริดเกือบหรือกว่าร้อยปี เครื่องมือสำริดอันนี้พบในชั้นดินที่ ๑๙ ซึ่งในชั้นดินนี้ได้พบชิ้นส่วนสำริด เครื่องใช้สำริด ตลอดจนแม่พิมพ์หินทรายที่ใช้ในการหล่อสำริด
การพบหลักฐานเก่าแก่เช่นนี้สวนทางกับแนวความคิดที่เคยยอมรับกันว่า ยุคสำริดหรือ ยุคโลหะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เกิดขึ้นหลังและรับเอาอิทธิพลจากยุคสำริดแห่งราชวงศ์ชางในจีน ผ่านวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว แต่จากการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีควบคู่ไปกับการกำหนดอายุ พบว่าสำริดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยนั้น จากการขุดค้นที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี นั้นมีอายุถึงประมาณ ๕,๕๐๐ ปีมาแล้ว โดยการใช้ภาชนะดินเผาลายเขียนสีไปกำหนดอายุโดยวิธีเทอร์โมสูมิเนสเซนส และด้วยเหตุนี้จากอายุทั้งสองครั้งยืนยันถึงความเก่าแก่ของยุคโลหะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพัฒนาขึ้นควบคู่ไปกับการใช้เครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีว่าเก่าแก่ที่สุดในแถบนี้ คือเก่าแก่กว่าวัฒนธรรมดองซอนเกือบ ๒,๐๐๐ ปี เก่าแก่กว่ายุคสำริดของจีนประมาณ ๒,๐๐๐ ปี และเก่าแก่กว่ายุคสำริดของอินเดีย ๒๐๐ ปีเศษ ถ้าการกำหนดอายุของบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และของที่บ้านนาดี โนนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น นั้นถูกต้อง
ในการศึกษาค้นคว้าต่อๆมาพบว่าเครื่องมือเครื่องใช้สำริด และภาชนะลายเขียนสีนี้ได้แพร่กระจายเป็นวงกว้างทางตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น ที่นครพนม สกลนคร เป็นต้น และด้วยเหตุนี้บางท่านจึงจัดเอายุคโลหะในช่วงก่อนวัฒนธรรมดองวอนนี้ว่ายุคสำริดรุ่นแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางท่านเรียกรวมเอาว่าวัฒนธรรมบ้านเชียง
วัฒนธรรมยุคโลหะในประเทศไทย ในที่นี้จะแยกกล่าวเป็นพวกสำริดรุ่นแรก กับพวกที่เป็นวัฒนธรรมดองซอน ดังนี้
๑. พวกที่ใช้สำริดรุ่นแรก พวกนี้เริ่มใช้โลหะในการนำมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ โลหะที่มนุษย์นำมาใช้ก่อนคือ ทองแดง อันเป็นโลหะที่ได้จากธรรมชาติ ตัวอย่างที่พบคือ ขวานทองแดงซึ่งทำจากทองแดงธรรมชาติ(Native copper) นำมาทุบเป็นขวานโดยไม่ถลุง และไม่ใช้ไฟช่วย หรือที่เรียกว่า ตีดิบ (Cold hammering technique) ต่อมาจึงรู้จักการถลุง(Metallurgy) นำเอาทองแดงผสมกับดีบุก เป็นสำริดและพัฒนาการต่อมาเป็นการใช้แม่พิมพ์
เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบได้แก่ ขวานโลหะ ขวานหิน เครื่องประดับที่พบมีกำไลสำริด พบมากอยู่ร่วมกับศพ เครื่องมือที่เป็นกระดูกมีพบเป็นปลายหอกและหัวลูกศร
ลักษณะเครื่องปั้นดินเผาในช่วงแรก จะเป็นภาชนะดินเผาฝีมือหยาบเป็นลายเชือกทาบยังไม่มีภาชนะลายเขียนสี บางทีทำเป็นลายเชือกในกรอบลายขีด ต่อมาจึงเป็นภาชนะเขียนสีแดง เป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายเรขาคณิต ลายก้นหอย
โบราณวัตถุอื่นๆ ได้แก่ ลูกกลิ้งซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะเป็นลูกกลิ้งสำหรับพิมพ์ลายบนผ้า หรือใช้เป็นเครื่องมือของขลัง และเครื่องประดับอีกอย่างหนึ่งคือ ในการขุดค้นได้พบร่องรอยของผ้าที่ห่อหุ้มศพ จาการศึกาาพบว่าเป็นผ้าไหม ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีอายุถึง ๔,๐๐๐ - ๕ ๐๐๐ ปีมาแล้วที่บ้านเชียง
การฝังศพพวกนี้ฝังศพนอนหงายเหยียดยาวมีการวางเครื่องสังเวยลงในหลุม เช่นเครื่องปั้นดินเผา เนื้อสัตว์ เครื่องประดับ ( ส่วนใหญ่ประดับบนร่างกาย เครื่องมือเครื่องใช้ ทิศทางของการฝังมักหันหัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือตะวันตกเฉียงใต้ หรือตะวันออกเฉียงใต้) หลุมฝังศพจะเป็นหลุมไม่ลึกนัก มีการพูนดินเป็นเนินเมื่อฝังแล้วและยังพบการใช้ดินแดง ในพิธีฝังศพด้วย
จากหลักฐานต่างๆ โดยสังเขปนี้ พอจะกล่าวสรุปได้ว่าคนในยุคโลหะช่วงที่ใช้สำริดรุ่นแรกนี้เริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่เป็นกลุ่ม สังคม โดยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นการกสิกรรมเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ มีการพัฒนาทางเทคนิควิทยาขึ้นถึงขั้นทำโลหะและถลุงโลหะ ทำเครื่องมือเครื่องใช้ มีการทอผ้าทำดังที่ได้พบตัวอย่างเศษผ้า และแวดินเผาจำนวนมาก ( มีการปลูกฝ้าย ปอ ) ทำภาชนะดินเผาและมีวิวัฒนาการขึ้นถึงชั้นที่จัดว่าสูง นอกจากการทำการกสิกรรมแล้วยังคงยึดการล่าสัตว์ จับปลาและหาอาหารกิน อยู่ ควบคู่กันไป น่าจะมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชุมชน
๒. พวกที่เป็นยุคโลหะตอนปลาย ยุคนี้ยังคงมีการทำเครื่องใช้สำริดอยู่แต่ที่แตกต่างออกมาคือ การพบเครื่องมือเหล็กอยู่ด้วย รวมทั้งเป็นช่วงที่มีวิวัฒนาการของวัฒนธรรมดองซอน แหล่งโบราณคดียุคโลหะตอนปลาย ได้พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่นที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่ตำบลเขาขี้ฝอย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี, ที่ถ้ำงวงช้าง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, ที่ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น ยุคโลหะตอนปลายนี้เริ่มต้นขึ้นประมาณ ๒,๕๐๐ หรือ ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว และมีวิวัฒนาการต่อมาจนหมดยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์
พวกนี้มีความเจริญมาก ตั้งถิ่นฐานจนเกือบเป็นเมืองเล็กๆ เป็นกสิกรรมที่มีความชำนาญในการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังล่าสัตว์ และจับปลา และมักตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีการทอผ้าเองใช้ โดยพบหลักฐานเป็นผ้าทอด้วยปอกัญชา(Hemp) และแวดินเผา
เครื่องมือเครื่องใช้ที่พล มีขวาน หอก ทั้งที่เป็นสำริดและเหล็ก ยังคงมีการใช้กระสุนดินเผายิงกับดินกระสุน
ภาชนะหุงต้ม มีทั้งที่เป็นภาชนะดินเผา และภาชนะดินเผา และภาชนะสำริด
เครื่องประดับมีลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว กำไลหิน กำไลแก้ว ลูกปัดดินเผา กำไลดินเผา กำไลสำริด ตุ้มหูสำริด แหวนสำริด
เครื่องใช้อีกอันหนึ่งของคนสมัยนี้คือ กลองมโหระทึก ซึ่งเป็นเครื่องใช้ที่พบทั่วไปในวัฒนธรรมกองซอน สันนิษฐานว่าใช้ในพิธีกรรมอันใดอันหนึ่ง เช่น ขอฝน พิธีศพ เป็นต้น
ในการฝังศพพบว่ายังคงมีการฝังศพท่านอนหงายเหยียดยาว แขนวางแนบตัว หันศีรษะไปในทิศทางต่าง ๆ กัน ในแต่ละแหล่ง มีการฝังเครื่องสังเวยลงในศพ
เมื่อสิ้นสุดในยุคโลหะนี้แล้วจึงเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งบางแห่งก็ต่อเนื่องกับสมัยประวัติศาสตร์เลย ระยะเวลาการสิ้นสุดยุคโลหะนี้ย่อมแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
ยุคโลหะในประเทศไทย สามารถแบ่งย่อยตามชนิดของโลหะที่ใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้เป็น ๒ ยุค คือ สำริด (Bronze age) และยุคเหล็ก (Iron age)

๔.๑ ยุคสำริด (Bronze Age)
ยุคนี้เริ่มต้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว เมื่อมนุษย์รู้จักนำการทำสำริดแล้วเอามาทำเครื่องมือเครื่องใช้ และสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว เมื่อมนุษย์รู้จักถลุงเหล็กมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่อาจมีจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดแตกต่างกันเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านโลหะไม่เท่าเทียมกัน
สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกโดยทั่วไปจะมีสัดส่วนของทองแดง ประมาณ ๘๕ - ๙๐ เปอร์เซ็นต์ และดีบุกประมาณ ๑๐ - ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หลอมกันในอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า ๑,๐๘๓ องศาเซลเซียส กรรมวิธีการทำสำริดค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การหาแหล่งแร่ การเตรียมและแต่งแร่การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าหลอม จากนั้นจึงเป็นการขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ ด้วยการตีหรือด้วยการหล่อ ในแม่พิมพ์หินทรายหรือแม่พิมพ์ดินเผา
เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคสำริดที่พบตามแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทย นอกจากเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริดแล้ว ยังพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากดินเผา หินและแร่ ในบางแหล่งมีการใช้สำริดต่อเนื่องมาจนถึงยุคเหล็ก เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากสำริดได้แก่ ขวาน หอก ภาชนะ กำไล ตุ้มหู ลูกปัด ฯลฯ เครื่องใช้สำริดที่สำคัญก็คือ กลองมโหระทึก ซึ่งใช้ในพิธีกรรม เช่น พิธีขอฝน พิธีศพ ฯลฯ เรียกวัฒนธรรมที่ทำกลองมโหระทึกนี้ว่าวัฒนธรรมดองซอน (Dongson Culture) ตามแหล่งที่พบกลองแบบนี้ครั้งแรกในประเทศเวียตนาม
นอกจากเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริดแล้วยังพบว่ามีการใช้ดินเผา มาทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วย เช่น ภาชนะดินเผา กระสุนดินเผา แวดินเผา(ใช้ในการปั่นด้าย) ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับเช่น ลูกปัด กำไล จี้ห้อยคอ ตุ้มหู และแหวน ทำจากหินและแร่
มนุษย์ยุคสำริดในประเทศไทย ยังคงดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรมเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ แต่ เช่นเดียวกับยุคก่อน พัฒนาทางเทคนิคจนรู้จักการถลุงแร่และผสมแร่มาทำเครื่องมือ การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผาด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่ายุคก่อน นอกจากการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังคงยึดเอาการล่าสัตว์ จับสัตว์น้ำ และเก็บอาหารจากธรรมชาติควบคู่กันไปกับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์
การตั้งถิ่นฐานจะสร้างบ้านเรือนรวมกลุ่มกันใกล้แหล่งน้ำจนเป็นเมืองขนาดเล็ก มีการทำงานเฉพาะด้านมีการค้าขายแลกเปลี่ยน มีระบบการปกครองโดยมีหัวหน้าหรือผู้ปกครองเป็นผู้นำ มีชนชั้นในสังคม และในด้านความเชื่อจนมีหมอผีซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบพิธีกรรม
ในยุคสำริดยังคงประกอบพิธีกรรมฝังศพผู้ตาย ลักษณะศพจะถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว ตกแต่งศพด้วยเครื่องประดับ มีการโรยดินแดง วางเครื่องเซ่น เช่น เครื่องใช้สำริด เครื่องปั้นดินเผา เนื้อสัตว์ ฯลฯ ไว้ในหลุมศพ
แหล่งโบราณคดียุคสำริดในประเทศไทยที่สำคัญได้แก่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี บ้านนาดี จังหวัดขอนแก่น โนนนกทา จังหวัดขอนแก่น บ้านปราสาท จังหวัดนครราชสีมา หนองโน จังหวัดชลบุรี โคกพลับ จังหวัดราชบุรี ฯลฯ

๔.๒ ยุคเหล็ก (Iron Age)
ยุคนี้เริ่มต้นจากการติดต่อกับต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ ในช่วงเวลาประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว และพัฒนาทางเทคโนโลยีจากการใช้สำริดมารู้จักการถลุงเอาเหล็กมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิที่สูงกว่า กรรมที่ยุ่งยากกว่า หลักฐานในยุคเหล็กมักพบอยู่ในแหล่งเดียวกันกับสำริดบางครั้งจึงมักเรียก ๒ ยุคนี้รวมกันว่ายุคโลหะ
เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ในยุคนี้นอกจากเครื่องมือเหล็กแล้วก็จะคล้ายคลึงกันกับยุคสำริด และยังคงใช้สำริดในการทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ สภาพชีวิตของมนุษย์ในยุคนี้ก็คงดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรม ขนาดของสังคมจะใหญ่ขึ้นมาก มีการรวมกลุ่มกับเป็นชุมชนขนาดใหญ่ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีหัวหน้าปกครอง และชุมชนเหล่านี้ได้พัฒนาขึ้นเป็นชุมชนเมืองที่มีคูน้ำและคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบในสมัยต่อมา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในยุคเหล็ก ได้แก่ บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ฯลฯ

แหล่งโบราณคดียุคโลหะที่บ้านเชียง
บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคสำริดต่อเนื่องจนถึงยุคเหล็ก ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เนื่องจากการพบเครื่องปั้นดินเผาเป็นภาชนะลายเขียนสีแดงบนพื้นสีขาวนวล ลวดลายที่เขียนมีความงดงามมาก และอายุของสำริดและเหล็กที่พบที่บ้านเชียงก็จัดได้ว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนในที่สุดบ้านเชียงจึงได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก
บ้านเชียงเริ่มได้รับความสนใจจากการขุดพบเศษภาชนะลายเขียนสีที่มีลวดลายงดงาม จึงมีการสำรวจแหล่งโบราณคดีแหล่งนี้อีกหลายครั้ง รวมทั้งมีการลักลอบขุดหาภาชนะดินเผาเหล่านี้เพื่อนำไปขาย จนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงถูกทำลายไปเป็นอันมาก จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้นมาจึงมีการดำเนินงานวิจัยและขุดค้นทางโบราณคดีโดยนักโบราณคดีจากกรมศิลปากรและนักโบราณคดีจากต่างประเทศหลายครั้ง และพบว่าหลักฐานทางโบราณคดีแบบเดียวกับที่บ้านเชียงกระจายอยู่ทั่วไปในเขตจังหวัดอุดรธานีและสกลนคร
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการดำเนินงานที่บ้านเชียงพบว่ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงจะอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรม ปลูกข้าว และเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ วัว หมู และสุนัข นอกจากนี้การล่าสัตว์ เช่น เก้ง กวาง หมูป่า กระต่าย ชะมด พังพอน งู แย้ ฯลฯ และจับสัตว์น้ำ เช่น ปลาชนิดต่างๆ เต่า ตะพาบ หอย และกบ เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคแรกเป็นขวานหินขัด ต่อมาจึงเริ่มมีการทำเครื่องประดับและเครื่องมือสำริดขึ้นใช้ เช่น กำไล ตุ้มหู หัวขวาน และใบหอก เป็นต้น และในที่สุดจึงพัฒนามาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากเหล็ก วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงแบ่งย่อยออกได้จากลักษณะการฝังศพและลักษณะของภาชนะดินเผาในหลุมฝังศพเป็น ๓ ระยะคือ
๑. บ้านเชียงยุคต้น มีอายุระหว่าง ๔,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้เป็นขวานหินขัด ต่อมาจึงเริ่มมีการทำเครื่องประดับและเครื่องมือสำริด ภาชนะดินเผาเป็นสีดำหรือสีเทาเข้ม เขียนลวดลายด้วยการใช้ของแหลมขูดหรือขีด หรือใช้เส้นเชือกประทับลงบนผิวภาชนะหรือที่เรียกว่าลายเชือกทาบ และเริ่มมีการระบายสีแดงในช่วงท้ายของยุคนี้
การฝังศพมีทั้งที่ฝังนอนหงายเยียดยาว หรือนอนงอเข่า และศพเด็กบางศพจะบรรจุลงในภาชนะดินเผาขนาดใหญ่แล้วนำไปฝัง มีการตกแต่งร่างกายของผู้ตายด้วยเครื่องประดับทำจากหินและเปลือกหอยทะเล และมีการฝังเครื่องเซ่นเช่นเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะดินเผา อาหาร ลงในหลุมฝังศพ จากการศึกษาโครงกระดูกมนุษย์ที่พบในหลุมฝังศพพบว่าผู้ชายจะสูงระหว่าง ๑๖๕-๑๗๕ เซนติเมตร ผู้หญิงสูงระหว่าง ๑๕๐-๑๕๗ เซนติเมตร และเสียชีวิตเมื่ออายุไม่มากนักคือระหว่าง ๒๗-๓๔ ปี
๒. บ้านเชียงยุคกลาง มีอายุระหว่าง ๓,๐๐๐-๒,๓๐๐ ปีมาแล้ว ในยุคนี้มีการใช้สำริดทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับมากขึ้น และเมื่อประมาณ ๒,๗๐๐-๒,๕๐๐ ปีมาแล้วจึงรู้จักถลุงเหล็กขึ้นใช้ประโยชน์ ภาชนะดินเผาในยุคนี้จะแตกต่างออกไปคือเป็นภาชนะขนาดใหญ่สีขาวนวล ก้นภาชนะแหลมหรือกลม มีการระบายสีแดงที่ขอบปาก ประเพณีการฝังศพจะฝังนอนหงายเหยียดยาว เครื่องเซ่นจะเป็นการนำเอาภาชนะดินเผามาทุบให้แตกแล้วโรยบนศพ
๓. บ้านเชียงยุคปลาย ระหว่าง ๒,๓๐๐-๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากเหล็กแพร่หลายมากขึ้นในยุคนี้ ส่วนสำริดจะใช้ทำเครื่องประดับที่มีรูปแบบงดงามประณีตมาก ภาชนะดินเผาในยุคนี้คือภาชนะดินเผาลายเขียนสีแดงบนผิวสีขาวนวลที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่บ้านเชียง การฝังศพจะฝังนอนหงายเหยียดยาวแล้ววางภาชนะทับบนศพ

วัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalithic Culture)
ในยุคสำริดยังมีการนำเอาหินขนาดใหญ่ปัก ตั้ง หรือก่อเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม ซึ่งเราเรียกวัฒนธรรมการก่อสร้างเหล่านี้ว่า วัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalithic Culture) โดยสร้างขึ้นเป็นลักษณะต่างๆ เช่น เป็นโต๊ะหิน(Dolmen) เป็นแท่งหินปักหรือตั้งไว้ก้อนเดียวโดดๆ(Menhirs) เป็นวงกลม(Cromlechs) และเป็นแถวเป็นแนวขนานกัน(Alignments) โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็น แท่นบูชา เสาหลัก ขอบเขตพิธีกรรม ตำแหน่งหลุมฝังศพ สถานที่ชุมนุม เป็นต้น วัฒนธรรมหินใหญ่ที่พบในประเทศไทยจะมีอายุอยู่ในยุคสำริดและยุคเหล็ก เข้ามาพร้อมกับกลองมโหระทึกในวัฒนธรรมดองซอน
ตัวอย่างสิ่งก่อสร้างหินในวัฒนธรรมหินใหญ่ที่พบในประเทศไทย ได้แก่ หินตั้งเป็นวงกลมที่ป่าสะเลียม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่บ้านหินตั้ง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

ศิลปะถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
ศิลปะถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ การเขียนเป็นรูปต่างๆ ที่คนก่อนประวัติศาสตร์เขียนขึ้น ภาพผนังถ้ำ ตามเพิงผา งานศิลปกรรมที่พบมีทั้งที่เป็นภาพเขียนสีและภาพสลัก ภาพที่พบส่วนใหญ่เป็นภาพมือ ภาพคน ภาพสัตว์ และภาชนะลายเรขาคณิต บางครั้งพบเป็นภาพขบวนพิธีกรรม หรือพบเป็นกลุ่มภาพที่แสดงกิจกรรมของมนุษย์ในอดีต ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ภาพเขียนสีส่วนใหญ่พบว่าสีที่ใช้พบว่าส่วนใหญ่เป็นสีแดงรองลงมาเป็นสีขาว และดำ ไม่พบสีอื่น สีแดงที่ได้สันนิษฐานว่าได้จากออกไซด์ของเหล็ก หรือสีของแร่เฮมาไทท์ สีดำจากถ่านฯลฯ ส่วนเทคนิคการเขียนมีทั้งการเขียนเฉพาะโครงร่างภายนอก การเขียนตัวทึบ การแสดงภาพภายในแบบเอ็กซ์เรย์ ตลอดการประทับหรือการพ่นทับวัตถุ
ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ซึ่งตีความได้แตกต่างกันหลายประการ เช่น

๑. เพื่อเป็นการตกแต่งที่อยู่อาศัย
๒. เพื่อเป็นสิ่งแสดงความภาคภูมิใจในการล่า
๓. เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสถานที่
๔. เพื่อแสดงความประทับใจในธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ได้พบเห็น
๕. เพื่อใช้เป็นสื่อในการสั่งสอนคนรุ่นหลังหรือผู้เยาว์
๖. เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรม

ศิลปะถ้ำเหล่านี้จะไม่สามารถกำหนดอายุได้ แต่อาจพบหลักฐานอื่นๆในถ้ำที่ยืนยันที่สามารถบอกยุคสมัยได้ และใช้เป็นอายุเปรียบเทียบของศิลปะถ้ำได้ ซึ่งพบว่ามีการสร้างงานศิลปะถ้ำมาตั้งแต่ตอนปลายของยุคหินเก่าต่อเนื่องมาจนถึงยุคโลหะ งานศิลปะถ้ำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นสะภาพชีวิต สภาพแวดล้อม การแต่งกาย การล่าสัตว์ ตลอดจนพิธีกรรม
ศิลปะถ้ำในประเทศไทยมีพบทุกภูมิภาค เว้นแต่ภาคตะวันออกของประเทศซึ่งยังไม่มีรายงานการสำรวจพบ เช่นที่ ถ้ำผามือแดง เขาจอมนาง บ้านส้มป่อย ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ถ้ำฝ่ามือ บ้านหินล่อง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ถ้ำลายและถ้ำโนนเสาเอ้ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ภูปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ ถ้ำตาด้วงและถ้ำรูปเขาเขียว อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และถ้ำในอ่าวพังงา จังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ เป็นต้น

แหล่งที่มา : ชิน อยู่ดี / บิดาก่อนประวัติศาสตร์ไทย

   สินค้า/บริการ แนะนํา
ชุดเครื่องมืออุปกรณ์เอาตัวรอดฉุกเฉิน Gerber Bear Grylls Survival Tool Pack
ราคา 3,200.00 บ.
อุปกรณ์พวงกุญแจเครื่องมือท่องเที่ยว อเนกประสงค์ 20 in 1 (ฟรีค่าจัดส่ง)
ราคา 300.00 บ.
Whisky Stones หินน้ำแข็ง ใส่วิสกี้ เหล้า เบียร์ ให้ความเย็นแทนน้ำแข็ง (1เซ็ต 9 ชิ้น แถมฟรีถุงผ้า)
ราคา 380.00 บ.
ฟอสซิลเล็บเท้าไดโนเสาร์ เทอริสิโนซอรัส (Therizinosaurus)
ราคา 28,000.00 บ.
สร้อยคอถัก จี้เป็นฟันปลาฉลามแท้ !
เส้นละ 180 บาท / สองเส้นราคา 300 บาท
เส้นขนช้างแมมมอธโบราณ (woolly mammoth hair)
ปกติ 3,000.00 บ.
พิเศษ 2,000.00 บ.
หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//